ระบบสืบพันธ์ุ

ระบบสืบพันธุ์ (reproductive system)อวัยวะสืบพันธุ์ของชายและหญิงประกอบด้วย อวัยวะ สืบพันธุ์ภายใน และอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก

อวัยวะสืบพันธุ์ภายในของชาย

ได้แก่ อัณฑะ (testis) ท่อจากอัณฑะ เซมินัลเวสิเคิล (seminal vesicle) ต่อมลูกหมาก (prostate gland) รวมทั้งท่อปัสสาวะ

อัณฑะ รูปร่างคล้ายเม็ดขนุน ค่อนข้างแบน ขนาด ยาว ๔ เซนติเมตร กว้าง ๒.๕ เซนติเมตร หนา ๒ เซนติเมตร อยู่ในถุงอัณฑะทั้งสองข้าง มีปลอกหุ้มสีขาว ภายในเป็นหลอด เล็ก ขดไปมา หลอดนี้เป็นที่สร้างตัวอสุจิ

ท่อจากอัณฑะ ส่วนต้นประกอบด้วยหลอดเล็กๆ ขดกันไปมาเรียกว่า เอปิดิไดมิส รูปร่างคล้ายตัวลูกน้ำแก่ๆ ส่วนบน โต ส่วนล่างแคบ อยู่ชิดกับขอบหลังของอัณฑะ ต่อจากเอปิดิไดมิส ก็เป็นท่ออสุจิ (ductus defferens) เริ่มต้นที่ปลายล่างของเอปิดิไดมิส ยาวทั้งหมด 45 เซนติเมตร ส่วนแรกขดไปขดมาอยู่ภายใน ถุงหุ้มอัณฑะ ต่อไปจึงทอดเป็นท่อยาว 30 เซนตเมตร ผ่านมา ที่ส่วนล่างของหน้าท้อง แล้วแทงผ่านผนังหน้าท้องเฉียงเข้าสู่ ช่องเชิงกรานไปอยู่ชิดกับด้านหลังกระเพาะปัสสวะ ตอนที่อยู่ ชิดกับด้านหลังกระเพาะปัสสาวะนี้ ท่ออสุจิจะโตขึ้นเล็กน้อย แล้วเรียวเล็กลงเป็นท่อเล็กร่วมกับท่อจากเซมินัลเวสิเคิล เป็นท่อ ฉีดอสุจิ

เซมินัลเวสิเคิล เป็นต่อมรูปร่างคล้ายถุงยาวๆ ผนัง ไม่เรียบ ยาวประมาณ 5 เซนติเมตร อยู่ชิดกับด้านหลังของ กระเพาะปัสสาวะ เซมินัลเวสิเคิลมีปลายล่างเรียวเล็กลงไป ร่วมกับท่ออสุจิเป็นท่อฉีดอสุจิ

ท่อฉีดอสุจิ เป็นท่อขนาดเล็กเกิดจากการรวมของ ท่ออสุจิระหว่างท่อจากเซมินัลเวสิเคิล ยาวน้อยกว่า ๒.๕ เซนติเมตร ผ่านต่อมลูกหมากไปเปิดสู่ท่อปัสสาวะส่วนในต่อมลูกหมาก

ต่อมลูกหมาก บางส่วนเป็นต่อม บางส่วนเป็นกล้ามเนื้อ เรียบ หุ้มล้อมรอบส่วนต้นของท่อปัสสาวะในชาย รูปร่างคล้าย พีระมิดเอายอดลง ขนาดสูง 3 เซนติเมตร กว้าง ๔ เซนติเมตร และหนา ๒ เซนติเมตร ต่อมนี้มีท่อเล็กๆ จำนวนมากไปเปิดสู่ ท่อปัสสาวะส่วนในต่อมลูกหมาก มีหน้าที่หลั่งสารน้ำเลี้ยงตัวอสุจิ และมีสารชนิดหนึ่งเรียกว่า กรดฟอสฟาเทส (phosphatase acid) ซึ่งในการพิสูจน์การข่มขืนกระทำชำเรา เจ้าหน้าที่จะตรวจหา สารนี้ได้ แม้จะไม่พบตัวอสุจิในช่องคลอดของหญิงก็ตาม

อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกของชาย

ได้แก่ ถุงอัณฑะ (scrotum) และลึงค์

ถุงอัณฑะ
 เป็นถุงของผิวหนัง ซึ่งภายในมีอัณฑะ เอปิดิไดมิส และส่วนต้นของท่ออสุจิอยู่ สีของผิวหนังมักจะเข้ม กว่าส่วนอื่นของร่างกายทั่วไป ในผู้ใหญ่มีขนยาวขึ้นอยู่ห่างๆ ตรงกลางเป็นสันของผิวหนังเรียกว่า รอยประสานของถุงอัณฑะ ถุงอัณฑะมีรูปร่างแตกต่างกันในแต่ละบุคคล แม้ในคนเดียวกันก็ ยังแตกต่างกันได้ในภาวะแวดล้อมต่างๆ กัน ซึ่งขึ้นอยู่กับการหดตัว หรือการหย่อนตัวของกล้ามเนื้อเรียบในชั้นพังผืดใต้หนัง ถ้า กล้ามเนื้อหดตัวก็ทำให้ถุงอัณฑะเล็กลงและย่นในขณะอากาศ หนาวเย็น ถ้ากล้ามเนื้อหย่อนตัวก็ทำให้ถุงอัณฑะหย่อนยานและ เรียบในขณะอากาศร้อนหรือออกกำลัง ทั้งนี้เพื่อรักษาอุณหภูมิที่ เหมาะสมให้กับอัณฑะที่จะสร้างตัวอสุจิ

ลึงค์ ภายในประกอบด้วยเนื้อเยื่อที่แข็งตัวได้ (erectile tissue) ๓ แท่ง ภายในเนื้อเยื่อที่แข็งตัวได้นี้ มีรูพรุนคล้าย ฟองน้ำ เมื่อมีเลือดมาคั่งในรูพรุนนี้เองทำให้ลึงค์มีขนาดโตขึ้น และแข็งเนื้อเยื่อที่แข็งตัวได้ ๒ แท่งทางด้านบนเรียกว่า คอร์ปัส คาเวอร์โนซุม (corpus cavernosum) มีพังผืดสีขาวหุ้มเป็นปลอก หนา ปลายหน้าของแท่งเป็นรูปกรวย ปลายหลังแยกกันไปยึดติด ที่กระดูก แท่งล่างเรียกว่า คอร์ปัสสปอนยิโอซุม และเป็นส่วน ที่มีท่อปัสสาวะผ่านโดยตลอด ปลายหน้าของแท่งล่างนี้จะแผ่ กว้างออกเป็นส่วนหัวของลึงค์ (glans penis) และหุ้มปลายหน้าของ คอร์ปัสคาเวอร์โนซุม ปลายหลังจะโป่งออกเป็นกระเปาะติดกับ แผ่นเยื่อต่ำกว่ากระดูกหัวหน่าว เนื้อเยื่อที่แข็งตัวได้ ทั้ง ๓ แท่ง ถูกห่อหุ้มด้วยผิวหนังโดยรอบ เยื่อใต้หนังหลวม และไม่มีไขมัน หนังจึงร่นได้ ที่หัวของลึงค์มีหนังหุ้มปลายลึงค์ด้วย

อวัยวะสืบพันธุ์ภายในของหญิง

ได้แก่ รังไข่ (ovary) ท่อนำไข่หรือท่อมดลูก (uterine tube) มดลูก (uterus) ช่องคลอด (vagina) และอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก รวมทั้งต่อมนมด้วย

รังไข่ อยู่ในช่องเชิงกรานทั้งสองข้าง รูปร่างคล้าย เม็ดขนุน ค่อนข้างแข็ง แบน ยาว ๒.๕ -๓.๕ เซนติเมตร หนา ประมาณ ๑.๓ เซนติเมตร มีเยื่อบุช่องท้องยึดขอบของรังไข่ ไว้กับปีกมดลูก ในหญิงโสด แกนตามยาวของรังไข่จะอยู่ ณ แนวดิ่ง และในหญิงเคยมีบุตรแล้ว มักจะอยู่ ณ แนวนอน รังไข่ มีหน้าที่สร้างไข่

ท่อนำไข่หรือท่อมดลูก เป็นท่อซึ่งเป็นทางนำไข่ที่ สร้างจากรังไข่ไปสู่โพรงมดลูก แต่ละท่อยาวประมาณ ๑๐ เซนติเมตร ปลายหนึ่งเปิดสู่ช่องท้องใกล้ๆ กับรังไข่ รูเปิด กว้างเพียง ๒ มิลลิเมตร พ้นจากรูเปิด ท่อรับไข่ผายกว้างออกและ แยกเป็นแฉกๆ เรียกว่า ฟิมเบรีย (fimbria) อีกปลายหนึ่งเปิด เข้าสู่มุมบนของโพรงมดลูก ขนาดของท่อมดลูกไม่เท่ากัน ปลายที่ อยู่ใกล้รังไข่จะกว้างยาวที่สุด และคดเคี้ยวเล็กน้อย ส่วนที่อยู่ ชิดกับมดลูกจะมีขนาดเล็กลง สั้นและแคบ

มดลูก
 เป็นอวัยวะที่มีผนังเป็นกล้ามเนื้อเรียบหนา ยื่นจากช่องคลอดขึ้นบนไปข้างหน้า จึงอยู่เหนือกระเพาะปัสสาวะ ส่วนบน ๒/๓ ของมดลูกเรียกว่า ตัวมดลูก รูปร่างคล้ายไข่ แต่ ค่อนข้างแบนจากหน้าไปหลัง และมีปลายมนที่เรียกว่าก้นมดลูก ขนาดตัวมดลูกยาว ๕ เซนติเมตร กว้าง ๕ เซนติเมตร หนา ๒.๕ เซนติเมตร ส่วนล่าง ๑/๓ เป็นรูปทรงกระบอก และขนาดเล็กกว่า มดลูก เรียกว่า คอมดลูก ยาว ๒๕ มิลลิเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒.๕ มิลลิเมตร ยื่นผ่านหนังหน้าของช่องคลอดส่วนบน ส่วน ของคอมดลูกที่ยื่นลงไปในช่องคลอด เรียกว่า ปากมดลูก ตรง รอยต่อระหว่างตัวมดลูกกับคอมดลูกจะคอดลงเล็กน้อย กว้าง ประมาณ ๑ เซนติเมตร เรียกว่า รอยคอดของมดลูก

โพรงมดลูก เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของมดลูกแล้ว จะมีขนาดเล็ก เนื่องจากผนังมดลูกหนามาก เมื่อมองจากข้างหน้า โพรงมดลูกจะมีรูปเป็นสามเหลี่ยมแต่แคบมากเพราะผนังหน้า และผนังหลังของมดลูกเข้ามาชิดกัน

ช่องคอมดลูก ติดต่อจากมุมล่างของโพรงมดลูกถึงรู เปิดเข้าสู่ช่องคลอด รูปร่างคล้ายกระสวย ซึ่งปลายทั้งสองแคบ มากกว่าส่วนกลาง

ระหว่างการตั้งครรภ์ ตัวมดลูกขยายโตขึ้นได้อย่าง มากมาย หลังจากการคลอดบุตร มดลูกก็หดตัวเล็กลงทันที แต่ก็ยัง ใหญ่กว่าขนาดปกติ หลังจากนั้นมดลูกก็ค่อยๆ หดตัวลงอย่างช้าๆ เรียกว่า มดลูกเข้าอู่ จนถึงปลายสัปดาห์ที่ ๘ หลังคลอดจึงจะ มีขนาดกลับมาเท่ากับปกติ

ตัวมดลูก มีเยื่อบุมดลูกเรียบและหนาเท่ากัน โดยตลอด แต่จะหนามากขึ้นในระยะท้าย ก่อนมีเลือดประจำเดือนทุกเดือน (๒๘ วัน) ในระยะแรกของรอบประจำเดือน เยื่อบุมดลูกจะค่อยๆ หนาขึ้น หลังจากการตกไข่จากรังไข่ เยื่อบุมดลูกก็ยิ่งหนาขึ้น มีเลือดเลี้ยงมากขึ้น ต่อมมดลูกก็โตขึ้น ต่อไปส่วนผิวของเยื่อบุ ของมดลูกก็ลอกหลุด จึงมีเลือดประจำเดือนออก เมื่อเลือดประจำเดือน หมด เยื่อบุมดลูกก็กลับงอกขึ้นมาใหม่จากเยื่อบุมดลูกส่วนลึกที่ยัง เหลืออยู่ วนเวียนกันเช่นนี้ตลอดไปเป็นรอบประจำเดือน

ช่องคลอด โดยทั่วไปยาว ๙ เซนติเมตร ปลายบน ต่อกับคอมดลูก ปลายล่างเปิดที่บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก ทอดเฉียงขึ้นบนไปทางหลังผนังหน้าและผนังหลังเข้ามาอยู่ชิดกัน ยกเว้นที่ปลายบนมีคอมดลูกสอดเข้ามา ส่วนบนจึงเป็นส่วน กว้างที่สุด คอมดลูกสอดเข้าช่องคลอดผ่านส่วนบนของผนังหน้า ผนังหน้าจึงยาว ๗.๕ เซนติเมตร และผนังหลังยาวประมาณ ๙ เซนติเมตร

ปลายล่างเปิดสู่เวสติบูล (vestibule) ซึ่งเป็นช่องระหว่าง แคมเล็ก (labia minora) ในหญิงสาวมีเยื่อบางๆ รูปพระจันทร์เสี้ยว หรือรูปแผ่นกลมปิดบางส่วนของปากช่องคลอด เรียกว่า เยื่อ พรหมจารี แต่ในหญิงที่คลอดบุตรแล้ว มักจะเหลือเป็นขอบ กะรุ่งกะริ่งอยู่รอบช่องคลอด

อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกของหญิง

ได้แก่ แคมใหญ่ (labia majora) แคมเล็ก และคลิตอริส (clitoris)

แคมใหญ่ เป็นรอยนูนของผิวหนัง ทางหลังของ รอยนูนทั้งสองแคบ และเข้าไปชิดกันที่หน้ารูทวารหนัก ทางหน้า ของรอยนูนกว้างและประสานกับอีกข้างหนึ่งเรียกว่า รอยนูน หัวหน่าว หรือเนินหัวหน่าว ซึ่งอยู่บนกระดูกหัวหน่าว เยื่อใต้หนังมี ไขมันมาก ช่องระหว่างแคมใหญ่ เรียกว่า ร่องพูเดนดัล (pudendal cleft)

แคมเล็ก เป็นรอยนูนของผิวหนังแคบกว่าและเล็กกว่า แคมใหญ่ ไม่มีไขมันในเยื่อใต้หนัง ปลายล่างของแคมเล็ก แนบ ชิดกับด้านในของแคมใหญ่ ปลายบนไปติดกับคลิตอริส โดยแยก เป็น ๒ แฉก แฉกหนึ่งไปประสานกับด้านตรงข้าม คลุมคลิตอริส ไว้เรียกว่า หนังคลุมคลิตอริส (prepuce of clitoris) อีกแฉกหนึ่ง ไปประสานกับด้านตรงข้ามติดกับด้านล่างของคลิตอริส เรียกว่า เฟรนูลัมของคลิตอริส (frenulum of clitoris)ช่องระหว่างแคมเล็ก เรียกว่า เวสติบูล ซึ่งจะมีรูเปิดของ ท่อปัสสาวะและปากช่องคลอด รูเปิดของท่อปัสสาวะเป็นรูเล็กๆ อยู่หน้าช่องคลอด และประมาณ ๒.๕ เซนติเมตร อยู่ต่ำกว่า คลิตอริส รูเปิดของปากช่องคลอดแปรเปลี่ยนไปตามสภาวะของ เยื่อพรหมจารี ถ้าเยื่อพรหมจารียังอยู่ช่องคลอดก็แคบ ถ้าเยื่อ พรหมจารีขาดก็มีขนาดใหญ่ขึ้น

คลิตอริส ประกอบด้วย เนื้อเยื่อที่แข็งตัวได้ คล้ายลึงค์ ในชาย แต่ขนาดเล็กกว่ามาก ยาวประมาณ ๒.๕ เซนติเมตร และ โค้งพ้นไปข้างหน้า ปลายหน้าเรียวเล็กลง และปลายสุดโตขึ้นเป็น ปุ่มคลิตอริส

ระบบอวัยวะสืบพันธุ์สตรี ได้แก่

  1. ปากช่องคลอด หรืออวัยวะเพศภายนอก (Valva)
  2. ช่องคลอด (Vagina)
  3. ปากมดลูก (Cervix)
  4. มดลูก (Uterus)
  5. ปีกมดลูก (Follapian tubes)
  6. รังไข่ (Ovaries)

มะเร็ง

มะเร็ง คือ การที่เซลล์ของร่างกายมีการแบ่งตัวมากผิดปกติ และมีความสามารถที่จะกระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ คนเป็นมะเร็งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี เนื่องจากจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น  คนเรามีอายุยืนยาวมากขึ้น (Increase Life Span)

อวัยวะที่พบการเกิดมะเร็งได้บ่อยในผู้หญิงไทยเรียงตามลำดับ

  1. มะเร็งเต้านม
  2. มะเร็งปากมดลูก
  3. มะเร็งตับ
  4. มะเร็งปอด
  5. มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
  6. มะเร็งรังไข่
  • มะเร็งปากมดลูกพบได้บ่อยที่สุดสำหรับอวัยวะสืบพันธุ์สตรี  และเป็นมะเร็งที่แพทย์มีการศึกษาและเข้าใจถึงสาเหตุของมะเร็งที่อวัยวะนี้ การค้นหาสามารถทำได้ง่ายและสามารถป้องกันได้
  • มีผู้หญิงไทยเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกเฉลี่ยประมาณวันละ 10 คน

Rigomi (พ.ศ. 2385) และ Stern ชาวอิตาลี รายงานว่า แทบจะไม่พบว่าแม่ชีและสตรีที่รักษาพรหมจรรย์ (Nun and Virgins) เป็นมะเร็งปากมดลูก ดังนั้นสรุปว่ามะเร็งปากมดลูกเกิดจากมีเพศสัมพันธ์ (Sexual Inducing Cancer) ซึ่งปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง โดยพบเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งในเซลล์มะเร็งของปากมดลูกที่เรียกว่า HPV (Human Pappilloma Virus)

ส่วนใหญ่ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทั้งชายและหญิงจะเคยติดเชื้อนี้มาแล้ว สถิติของอเมริกาพบว่า ผู้หญิงอายุระหว่าง 18 – 22 ปี เคยติดเชื้อนี้มาแล้วมากกว่า 75 %

การติดเชื้อ HPV ตามทฤษฎีแล้วอาจติดได้จาก

1. การมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมเพศหรือการมีเพศสัมพันธ์วิธีอื่น (Sexual Intercourse, Genital – Genital Contact, Manual Genital, Oral – Genital) การใช้ถุงยางอนามัยจะช่วยลดอัตราเสี่ยง แต่ไม่สามารถป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ (Not Fully Protect Against Infection)

2. ติดต่อโดยวิธีอื่น เช่น จากแม่สู่ทารกแรกเกิด หรือการใช้ของร่วมกัน (Undergarments, Surgical Gloves) ซึ่งวิธีนี้ตามทฤษฎีอาจเกิดขึ้นได้ แต่พบได้ยากมาก

ปัญหาที่สำคัญ คือ ผู้ที่ติดเชื้อ HPV จะไม่มีอาการแสดง ดังนั้นจะไม่รู้ตัว และสามารถกระจายเชื้อไวรัสไปสู่คนอื่น ๆ ได้

อาการมะเร็งปากมดลูก

ระยะก่อนมะเร็งหรือระยะเริ่มต้นของโรคนี้จะไม่มีอาการแสดงที่ผิดปกติ แต่ยกเว้นถ้าเป็นโรคมะเร็งมาก อาจมีอาการดังนี้

  • เลือดออกทางช่องคลอดที่ผิดปกติ (Abnormal Vaginal Bleeding)
  • มีระดูขาวที่ผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีกลิ่นเหม็น
  • ถ้ากระจายไปยังอวัยวะอื่นอาจมีอาการปวด ถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระเป็นเลือดได้

ระยะก่อนมะเร็งหรือมะเร็งที่เพิ่งเริ่มเป็นจะไม่มีอาการและการรักษาทำได้ง่าย มีโอกาสที่จะหายขาดได้สูง วิธีที่จะทราบได้คือการมารับการตรวจภายในเพื่อเอาเซลล์จากปากมดลูกมาตรวจที่เรียกกันว่า ตรวจแป๊ป (Pap Smear) และถ้าตรวจร่วมกับการหาเชื้อไวรัส HPV (HPV DNA Test) จะทำให้ได้รับความชัดเจนถูกต้องใกล้ร้อยเปอร์เซ็นต์

ตรวจวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก

ถ้าตรวจเซลล์ที่ผิดปกติจากการตรวจแป๊ปหรือตรวจพบ HPV แพทย์อาจขอตรวจด้วยการส่องกล้องขยายดูปากมดลูก (Calposcopic Exam) เพื่อดูหรือค้นหาบริเวณที่ผิดปกติ และจะทำการขลิบเอาชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา (Biopsy) เพื่อยืนยันว่ามีความผิดปกติจริง และจะได้วางแผนการตรวจเพื่อบอกระยะของโรคและวางแผนการรักษาได้ถูกต้อง

รักษามะเร็งปากมดลูก

การรักษาขึ้นกับระยะของโรค  สำหรับการรักษาระยะเริ่มต้นอาจจะรักษาด้วยการผ่าตัด เช่น

  1. ตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย (Therapeutic Conization)
  2. การตัดมดลูกพร้อม ๆ กับเลาะเอาต่อมน้ำเหลืองออก (Radical Hysterectomy with Pelvic Lymphadenectomy)

 

รักษาด้วยรังสี

การรักษาด้วยรังสีสำหรับมะเร็งปากมดลูกใช้รักษาได้ทุกระยะของมะเร็ง และมักจะร่วมกับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด (Concurrent Chemo – Radiation Treatment)

การรักษาด้วยรังสีจะประกอบด้วยการฉายรังสีด้วยเครื่องฉายรังสี (Teletherapy) และการใส่แร่ (Brachy – Therapy)

รักษาด้วยเคมีบำบัด

การรักษาด้วยเคมีบำบัดอย่างเดียวจะใช้ในกรณีที่มะเร็งกระจายไปมากพอควร ซึ่งไม่สามารถให้รังสีรักษาหรือทำการผ่าตัดได้

เป้าหมายการรักษา

มุ่งหวังให้คนไข้หายจากโรค แต่เนื่องจากบางครั้งมะเร็งอาจกลับคืนได้ ดังนั้นภายหลังการรักษาแพทย์จะนัดให้มาตรวจเป็นระยะ ๆ และถ้ามีปัญหาหรือผลข้างเคียงจากการรักษาจะได้แก้ไข

ป้องกันมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูกป้องกันได้ ถ้าผู้หญิงใส่ใจสุขภาพของตัวเองอยู่เสมอ

  • มะเร็งปากมดลูกเกิดจากเชื้อ HPV ที่เรียกว่า High Risk HPV ซึ่งมีอยู่ประมาณ 13 ชนิด
  • ในปัจจุบันพบว่า HPV ชนิดที่ 16 และ 18 เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก ประมาณ 70 % ของคนที่เป็น ซึ่งมีวัคซีนป้องกันไวรัสสองตัวนี้ถ้าได้รับการฉีดวัคซีนสามารถลดอัตราเสี่ยงลงได้อย่างน้อย 70% และถ้าร่วมกับการตรวจ Pap Smear และค้นหา High Risk HPV DNA เป็นประจำตามที่แพทย์แนะนำจะสามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้

มะเร็งของมดลูก พบได้เป็นอันดับ 3 ของอวัยวะสืบพันธุ์สตรีไทย

สาเหตุมะเร็งมดลูก

สาเหตุที่แท้จริงของมะเร็งมดลูกยังไม่สามารถสรุปได้ แต่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงบางอย่างที่ทำให้เกิดมะเร็งมดลูก ได้แก่

  • อายุ (ส่วนใหญ่พบว่าเกิดในวัยหมดประจำเดือนแล้ว)
  • เชื้อชาติ
  • กรรมพันธ์ุ
  • มีความสัมพันธ์กับโรคบางชนิด เช่น เบาหวาน  ความดันโลหิตสูง ฯลฯ
  • ได้รับยาบางชนิดเป็นเวลานาน เช่น Tamoxifen (Novalex)
  • การได้รับรังสีจำนวนมากในอุ้งเชิงกราน
  • การได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นเวลานาน
  • ภาวะไม่สมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจน
  • สตรีที่เป็นโรคอ้วนหรือชอบรับประทานอาหารประเภทไขมันมาก ๆ

อาการมะเร็งมดลูก

โดยมากผู้ป่วยจะมีเลือดออกทางช่องคลอดที่ผิดปกติ โดยเฉพาะในวัยใกล้หมดประจำเดือน ถ้าเป็นมากอาจมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ปัสสาวะลำบาก เจ็บปวดโดยถ่ายไม่แสบขัด มีความเจ็บปวดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ หรืออาการปวดในอุ้งเชิงกราน

วินิจฉัยมะเร็งมดลูก

  • พิจารณาประวัติการมีเลือดออกผิดปกติ
  • การตรวจภายใน
  • การตรวจด้วยคลื่นความถี่สูง (Ultrasound) โดยเฉพาะการตรวจผ่านทางช่องคลอด (Vaginal Ultrasound)
  • การตัดชิ้นเนื้อหรือขูดมดลูกเพื่อเอาชิ้นเนื้อไปตรวจ (Endometrial Biopsy or Endometrial Curettage)
  • การตรวจด้วยเครื่อง CT Scan โดยเฉพาะตรวจด้วยเครื่อง PET/CT Scan
  • การตรวจด้วยการส่องกล้องตรวจโพรงมดลูก (Hysteroscopic Study)

รักษามะเร็งมดลูก

  • การรักษาขึ้นกับระยะของมะเร็ง
  • การรักษาอาจทำได้หลายวิธี ได้แก่
  1. การผ่าตัด โดยการผ่าตัดเอามดลูก ปีกมดลูก รังไข่ ตลอดถึงเอาต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน และบริเวณเส้นเลือดใหญ่ในท้อง (Para – Aotic Lymph Nodes)
  2. รังสีรักษา อาจใช้รักษาร่วมกันกับการรักษาอย่างอื่น เช่น หลังผ่าตัด หรือรังสีรักษาอย่างเดียวโดยการฉายรังสี (Tele – Therapy) และการใส่แร่ (Brachytherapy)
  3. การรักษาด้วยเคมีบำบัด การรักษาด้วยวิธีนี้ใช้รักษาในกรณีที่มีการกระจายไปแล้ว หรือใช้ร่วมกับการรักษาอย่างอื่นเพื่อลดการกลับคืนของมะเร็ง
  4. การรักษาด้วยฮอร์โมน โดยมากใช้ในรายที่ผู้ป่วยเป็นมากแล้ว เป็นการรักษาแบบประคับประคอง แต่ในบางกรณี เช่น ผู้ป่วยมีอายุน้อย เพิ่งเริ่มเป็นมะเร็ง มีความต้องการมีบุตร อาจรักษาด้วยการใช้ฮอร์โมน และติดตามดูการตอบสนองต่อฮอร์โมน ถ้าได้ผลก็ปล่อยให้ผู้ป่วยมีบุตรได้และควรผ่าตัดเอามดลูกออกเมื่อมีบุตรเพียงพอ

ป้องกันมะเร็งมดลูก

  • การคุมกำเนิดด้วยยาเม็ดคุมกำเนิดช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งได้
  • หากจำเป็นต้องให้ฮอร์โมน โดยเฉพาะการให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนต้องประเมินความเสี่ยงให้ดีในกรณีสตรีวัยหมดประจำเดือน
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • ควบคุมอาหารหวาน มัน
  • คุมน้ำหนักอย่าให้เป็นโรคอ้วน
  • ดูแลควบคุมโรคประจำตัวให้ดี เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น

โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ มีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความชำนาญ พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อค้นหามะเร็งปากมดลูก หากตรวจพบว่าเป็นโรคนี้ เราพร้อมให้การรักษาแบบองค์รวมด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยและได้มาตรฐานระดับสากล

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *